Natdanai's profileTee's SpacePhotosBlogListsMore Tools Help

Natdanai Punnanithi

Occupation
Interests
I'm Tee.If you want to know me more,please talk to me because I don't know what to say about myself now.
(The thing is that I'mreally lazy to type! 555) "มากมายเลยอะ"
April 15

ความรักคือ... วงกลม

ความรักคือ...วงกลม
ถ้าความรักมีรูปทรงเป็นวงกลม O
ก็ควรจัดการแบ่งวงกลมวงนี้
เป็นสองส่วนเท่าๆกันที่สุด

เราก็จะได้ครึ่งวงกลมขนาดเท่ากันหรือเกือบเท่ากัน
จำนวนสองครึ่งวงกลม
ตั้งชื่อให้ครึ่งวงกลมแรกว่า....หัวใจ
ตั้งชื่อให้ครึ่งวงกลมที่สองว่า....สมอง
แล้วเขียนอธิบายภายใต้ล่างว่า
: หัวใจ....มีไว้รู้สึก
: สมอง.....มีไว้คิด

เพราะความรักควรมีทั้งความรู้สึกและความคิด
อย่าใช้หัวใจอย่างเดียว เมื่อรักใคร
รวมถึงเมื่อรักใคร อย่าให้หัวใจเขาไปทั้งดวง
(ให้จำไว้ว่า เรายังต้องหายใจต่อ ถ้าให้หัวใจเขาไป
แล้วเราจะเอาหัวใจที่ไหนมาหายใจ)
การรู้จักรักคนอื่นนั้นเป็นเรื่องดี
แต่จะดียิ่งขึ้น ถ้าระหว่างที่รักคนอื่น
เราก็ไม่ลืมที่จะรักตัวเองด้วย
และการรู้จักมีความหวังนั้น ก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่จะดียิ่งขึ้น ถ้าเรารู้จักที่จะหวังกับตัวเอง
มากกว่าที่จะหวังกับคนอื่น
รักเพราะรักแล้วมีความสุขเถอะ
อย่ารักแล้วดิ้นรนทุกวิถีทางเพียงแค่ต้องการ
ให้เขามารักตอบ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว
หากไม่เป็นอย่างที่เธอหวัง หรือเขา
ไม่รักเธอเท่าที่เธอรักเขา

คนที่เจ็บปวดมากว่าใครในโลก.... ก็คือเธอ
น้ำตาที่ไหลไม่ใช่น้ำตาใคร แต่เป็นน้ำตาเธอ
ทีนี้...จากที่รักก็อาจจะกลายเป็นเกลียด
จากเกลียดก็อาจจะกลายเป็นแค้น
แม้ครั้งหนึ่งเธอจะเคยบอกว่ารักเขาอย่างที่
January 24

Ph.D.M.D.

         อาทิตย์ที่ผ่านมาเราไปฟังโปรแกรม PHD MD มาที่คณะวิทย์พญาไท เราว่าน่าสนใจดีนะ เราจะสรุปเท่าที่เราฟังได้มาละกันก็คือ
         โครงการนี้เค้าเน้นที่จะผลิตแพทย์ที่เป็นนักวิจัยหรือเป็นอาจารย์แพทย์ โดยเรียน preclinic 3 ปีแล้วมาเรียนวิชาเสริมประมาณว่าเป็น biological science อีกครึ่งปีก็จะได้ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์(แต่ก่อนหมอจะได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว) หลังจากนั้นมาเรียน coursework ละก็ทำ thesis หรือวิทยานิพนธ์ โดยเฉลี่ยประมาณ 4 ปีนะ แต่เค้าให้ได้ไม่เกิน 8 ปีหลังจากนั้นสามารถกลับมาเรียนคลินิกเพื่อรับปริญญาแพทยศาสตร์ได้
         ข้อมูลที่น่าสนใจ
- โครงการนี้ให้เงินสนุบสนุนตลอดเมื่อเข้าโครงการ โดยตอนปี 3 ได้เดือนละ 5,000 บาทและจะมากขึ้นรื่อยๆ และให้ต่อจนเราเรียนจบ M.D.
- คนที่สมัครได้ต้องเกรด 3 ขึ้นไป เป็น นศพของ SI RA BM
- โครงการนี้ไม่มีข้อผูกมัด สามารถออกได้ทุกเวลา เพื่อมาเรียน M.D. ถือว่าเวลาที่ผ่านไปไม่เสียประโยชน์ เพราะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ
- โครงการนี้มี 17 ปีแล้วแต่เพิ่งจะผลิตอาจารย์แพทย์ได้ไม่ถึง 100 คน เมื่อ 5 ปีที่แล้ว si เรียนถึง 10 คนใน 1  รุ่น
- วิทยานิพนธ์ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการแพทย์ อาจจะเป็น biotech , math ก็ได้ 
- อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถเลือกได้ มีที่คณะวิทย์พญาไท ศิริราช รามา ศาลายา
- มหาวิทยาลัยมหิดลเน้นการวิจัย โดยงานวิจัยกว่าครึ่งของประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นของคณะวิทย์พญาไท
- โครงการให้เงินสนับสนุนในการทำวิจัยที่ต่างประเทศอย่างน้อย 6 เดือนเป็นเงินกว่า 600,000 บาท นอกจากนี้ถ้าเราอยากอยุต่อก็ขอทุนจาก Professor หรือมหาลัยนั้นๆ ซึ่งปกติเค้าจะให้เสมอ โดยประเทศที่ไปโดยส่วนใหญ่นั้น จะเป็นอเมริกา โดยอาจารย์ที่ปรึกษาเราจะมี connection กับต่างชาติอยู่แล้ว
- ถ้าคิดว่าเรียน M.D. จบแล้วค่อยไปต่อ Ph.D. ตอนนั้นโครงการจะไม่มี support ต้องดิ้นรน เองถ้าอยากไปทำ thesis ต่างชาติกะมหาลัยดีๆ ต้องติดต่อเอง แถมต้องใช้ทุนที่เรียนหมออีกด้วย ส่วนใหญ่คนจะหมดไฟไปแล้วไม่อยากทำวิจัย
- การทำวิจัยกะต่างชาติทำให้บางครั้งเราจบปริญญาเอกแต่มีผลงานตีพิมพ์หลาย paper ได้
- สามารถแต่งงาน มีลูกได้ ระหว่างเรียนเอก (ถ้าเรียนปกติ อแต่งได้ตั้งแต่ปี 4 เหอๆ)
 
         ข้อดี
- เหมาะกับคนที่ชอบและอยากทำงานวิจัย
- เหมาะกับคนที่อยากเป็นอาจารย์แพทย์ได้ทั้ง clinic และ preclinic เพราะว่าถ้าจบ MD เฉยๆ การที่จะรับเป็นอาจารย์แพทย์ได้ต้องเก่งจริงๆ และปีนั้นๆต้องมีอาจารย์เกษียนอายุราชการ จึงจะมีตำแหน่งให้เสียบแทน ซึ่งมีการแข่งขันกันสูงมากในปัจจุบัน แต่ถ้ามาทางโปรแกรมนี้จะมีโอกาสได้เป็นอาจารย์แน่นอน เนื่องจากในอนาคต อาจารย์แพทย์ทุกคนต้องทำวิจัยและมีต้องมี Ph.D. ถึงจะมีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นเค้าจึงจะเปิดตำแหน่งอาจารย์ใหม่ให้ที่ภาคเลย
- เหมาะกับคนที่อยากเรียน resident หรืออาจารย์ในสาขาที่แข่งขันสูง โดยถ้าเราทำวิจัยในสาขาเช่น โรคทาง skin พอกลับมาขึ้นคลินิก สามารถไปต่อรองเจรจากับอาจารย์ทางภาคได้โดยเมื่อจบปี 6 แล้ว ไปเพิ่มพูนทักษะ 1 ปีหรือใช้ทุนปีแรก แล้วสามารถกลับมาเรียน resident ได้ทันทีแต่ก็อาจจะต้องใช้ทุนเป็นอาจารย์ที่ศิริราช โดยแล้วแต่สัญญาที่เราทำกับภาควิชา
- การที่จะต่อ resident ต้องมีสังกัดถึงจะสามารถเรียนต่อได้และเค้าจะดูจากความจำเป็นว่าโรงพยาบาลที่ส่งมามีความจำเป็นขนาดไหน ถ้าจะมาเรียนเองก็มีโอกาสไม่ได้สูง ดังนั้นเราคิดว่าถ้าอยากจะทำงานที่ศิริราชหรือเอาสังกัดศิริราช มาทางโปรแกรมนี้จะง่ายกว่า
- เป็นการเปิดโลกทรรศน์ เหมือนกบออกนอกกะลา เลยทีเดียว อาจารย์พูดนะ และก็ได้ประสบการณ์ชีวิต
- จบเอก แล้วกลับมาเรียนโดยยังมีไฟ ที่จะเรียนหมอ กรูจาเปนหมอให้ได้ เฟร่ย!!
         
       ข้อเสีย
- ถ้ามองในช่วงสั้นๆ อาจคิดว่าตอนกลับมาเรียน แก่แล้ว เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ซึ่งอันนี้มันก็แล้วแต่คนแต่เราคิดว่า เราคิดไปเอง เท่าที่ อ.พัชรี (advisor ที่ศิริราช และอาจารย์สอนชีวเคมี)เล่าให้ฟังพบว่า ไม่มีปัญหาแถมป็นที่ popular ในรุ่นน้องๆ มีแต่คนอยากอยู่ด้วยเพราะทำงานดี
           ข้อสังเกต
- สำหรับเราคิดว่าตอนหลังจบเอก แล้วเรา mature มากขึ้น น่าจะทำให้เราเรียนหมอได้ดีขึ้น อย่างใน USA คนจะเรียนหมอต้องจบตรีก่อน
- เท่าที่เราอ่านหนังสือ As the future catch you มานะ เค้าบอกในอนาคตการวิจัยจะเป็นเรื่องที่สำคัญ ประเทศที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วจะให้ความสนใจกับงานด้านนี้ ดังนั้นไม่แปลกที่ยี่ปุ่น เมกา จะเจริญเพราะเค้าสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่วนไทยเป็นได้แค่ประเทศที่ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เค้าคิด
- สำหรับคนที่คิดว่าจะไม่มีเพื่อนตอนเรียนนั้น คิดผิด มันทำให้เรามีเพื่อนพิ่มขึ้นมากๆ เพื่อนที่ Lab เพื่อนต่างชาติ ส่วนเพื่อนทีมันขึ้น ward มันก็ไม่ค่อยได้เจอกันเหมือนกัน วันเสาอาทิดก้อไปเที่ยวกับเพื่อนได้ตามปกติ
- เวลาเรียนปริญญาเอก จะขึ้นกับเรา พราะเราต้องวางแผนวิจัยเองโดยมีอาจารย์ให้คำปรึกษา ดังนั้นจะจบเร็วช้าขึ้นกับตัวเอง
- มีรุ่นพี่บางคนติดใจ ไม่กลับมาเรียนหมอแต่สมัครเป็นอาจารยคณะวิทย์ หรือบางคนก็ทำงานที่เมืองนอกไปเลยก็มี หรือบางคนก็กลับมาเป็นหมอปกติ
- อาจารย์ clinic ก็ไม่ใช่ตรวจอย่างเดียว เช่น ในสัปดาห์หนึ่งๆ 3 วันตรวจคนไข้ 2 วันทำงานวิจัย
- เพื่อนๆ โดยส่วนมากคิดว่าอาจารย์ทาง clinic ดีกว่าทาง preclinic ซึ่งไม่จริง ที่ศิริราชมีอาจารย์หลายคนมากที่ภาควิชาทาง clinic ติดต่อเป็นอาจารย์แต่อาจารย์มาสอน preclinic เนื่องจากชอบทำงานวิจัยอย่างเต็มที่มากกว่า ไม่ต้องเหนื่อยเข้าเวร และงานวิจัยหลากหลายกว่า
January 15

สัปดาห์แห่งความสนุกกับเหนื่อย

เริ่มตั้งแต่เสาร์ที่แล้ว senior farewell ซึ่งเราก้อได้มีส่วนร่วมในการแสดงด้วยโดยเรื่องแรกเป็นตัวประกอบในละครของเจ๊บีเรื่อง"เบิกฟ้า ตำนานมหาเตี้ย" ได้ข่าวว่าเพิ่งจะรุบทคืนนั้น แล้วไปแสดงสดเลย เหอๆ แต่บทก็ไม่มีอะไรแค่วิ่งไปวิ่งมาและก้อทำหน้าตาตกกะใจเฉยๆ แต่ชุดที่ใส่อะ รุสึกว่าโคตรเท่เลยอะ เป็นชุดหัวหน้าแก๊งค์อะไรซักอย่าง ประมานยี่ปุ่นๆ แหมหน้าตาเราก็ยี่ปุ่นอยุแล้ว ใช่ไหมละ 555 ส่วนมีการแสดงอีกครั้งตอน 5 ทุ่ม อันนี้เป็นไฮไลท์เรียกว่าตื่นเต้นเหมือนกันร้างราเวทีการแสดงมาตั้งแต่สมัยป6 แถมรุสึกขาดความมั่นใจเพราะใส่ชุดที่เพิ่งซื้อมาใหม่ เนื่องจากมันซ้ำกะชุดเพื่อน เหอๆ แต่พอขึ้นแสดงจริงรุสึกว่าหายตื่นเต้น แบบว่ารุสึกมั่นใจ มากขึ้นแต่ก็ไม่วายตอบคำถามแบบถูกๆผิดๆ แต่มีคนชมหลายคนว่าเสียงดีก็มันแน่อยู่แล้ว เหอๆ ลืมบอกว่าวันนี้ยังมีการทำบุญวันเกิดโรตอนเช้าเรียกได้ว่าชุลมุล สุดๆ วิ่งไปวิ่งมา เนื่องจากต้องมาซ้อมละครด้วย คืนนั้นก็เป็นไปตามสูตร คือมีงานแด๊นซ์ใต้หอ แต่เราไม่ไหวจริงๆ เหนื่อยมากๆ เลยขึ้นมานอน พอลงไปงานเลิก เซ็งมากๆ ได้ดริ๊งค์แค่นิดเดียวจากนั้นก้อไปเล่นไพ่จนถึงเช้าที่ห้องโร ตื่นมา 10 โมงต้องไปศาลายาทำป้ายโปรโมทค่ายปลายปี กว่าจะเสร็จก็เย็น แต่ก้อได้ป้ายที่สวยงามทีเดียวเลย เหอๆ
January 02

ปีใหม่แร้น 2006 ! ได้ชื่อใหม่กันถ้วนหน้า

หลังจากหายจาก blog ไปนาน เนื่องจากความขี้เกียจ เหอๆ ก้อเขียนต่อเลยละกัน วันที่ 1 ที่ผ่านมาก้อตื่นเเต่เช้าไปวัดสามัคคีธรรมที่ จังหวัดเลย อะนะ เพื่อไปดูดวง ไปถึงประมาณเที่ยง ก้อพอดี มีคนไปหาเยอะเลยต้องรออะ หลังจากรอประมาณซัก 40 นาที ช่วงนั้นก็ไปหาไรกิน ละก้อถ่ายรูปที่วัด พอดีมันมีรูปปั้นช้าง ตัวเบ้อเร่อ อยุ ตอนแรกก้อไม่ค่อยเชื่อหรอก แต่พอขึ้นไปในกุฏิ ซึ่ง แอบไฮโซ เหมือนบ้าน 2 ชั้น พอขึ้นไปแม่ก้อยื่นชื่อวัน เดือนปีเกิด ให้ทันที พระพอเหนหน้าก็ทักเลยอะ ไอ้นี่เปงคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แล้วเปงไง มันก้อตกม้าตาย อันนี้เรื่องจริง เหอๆ พอดีพ่อเราดูด้วยปรากฏเค้าคำนวณชื่อนามสกุลเปนเลข นามสกุลเรา (ปุณณะนิธิ) 34 แต้ม ชื่อพ่อเรา (อโนทัย) 28 แต้ม รวมได้ 62 ซึ่งไม่ดีเพราะท่านบอกว่า 6 บวกกะ 2 ได้ 8 เป็นเลขราหูไม่ดี เลยต้องให้พ่อเราเปลี่ยนทั้งชื่อนามสกุลเพื่อให้รวมได้ 99 ถึงจะได้กลับหน้ามือเปนหลังมือ เพราะบอกว่าดวงพ่อเราจะคิดขัดแย้งกะเราทุกเรื่องซึ่งก้อจริงเราก้อไม่รุนะ แต่รุสึกว่าท่านพูดตรงอะ ไม่รุเพราะเปนผู้ชาย 2 คนในบ้านรึเปล่าถึงทำให้เปนอย่างงี้ อันนี้เราก้อไม่รุ แต่ข้อแม้ต้องชื่อ 45 นามสกุล 54 ซึ่งท่านให้เลือกเปลี่ยนนามสกุลเป็น -ปุณณะนิธินนท์ -ปุณณะนิธิฐิติ -ปุณณะนิธิจรัล -ปุณณะนิธิเชาว์ ซึ่งทุกคนลงความเห็นว่าเอาอันแรกหนะดีสุด ถ้าอันที่สองนี่ตอนเขียนเปนภาษาอังกฤษละยุ่งเลย เหอๆ(punnanitititi) แต่ที่แปลกคือเราเป็นคนเดียวที่ไม่ต้องเปลี่ยนเพราะชื่อเรามัน 36 แต้มซึ่งรวมกะ 54 ได้ 90 ได้เลขที่ดีพอดี แต่ทุกคนในบ้านต้องเปลี่ยให้ได้ 45 ถึงจะพอดี คือเราดูในหนังสือที่ท่านให้อ่านอะ เค้าบอกนามสกุล 54 ต้องลงกับชื่อ 45 และ 36 ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะเราบอกม่เราก่อนไปดูว่าไม่อยากเปลี่ยนเพราะรุสึกชื่อนี้มันเหมาะกับเรา ส่วนพ่อเราหลังจากได้เลือกหลายอันก้อเปลี่ยนจาก -อโนทัย เปน อัครวัฒน์ (ตอนแรกมีให้เลือก อนุศิษฎิ์ กะ อัศวิทย์ ด้วย) ส่วนแม่ พี่สาว กะน้องสาวคนเล็ก เกิดวันพฤหัสเหมือนกันท่านให้มา 5 ชื่อแบ่งกันจนได้ คือ -กาญจนมาศ เปน อัจฉราวรรณ -ณิศรา เปน อรุณณีย์ -ศริยา เปน อรรจมาภรณ์ (ส่วนชื่อที่เหลือ คือ กัญญลักษณ์กะอมราลักษณ์ ) ส่วนน้องสาวคนกลาง เดิดวันศุกร์ มันมีดวงทำผัวเจ๊ง ก่อนเปลี่ยนชื่อ -นิธิดาเปน ชื่นพันธุ์ (ชื่อที่เหลือคือ จิตตานันท์กะจิตโสมนัส ชื่อหลังนี่ออกเสี่ยวๆหน่อย) อ้อ! ยังไม่หมด ท่านยังทักเรากหลายๆ เรื่อง หลังจากดูมือ หน้าตา วันเดือนปีเกิด ฟันธงว่า ไอ้นี่นั้น - อยุเมืองนอก อยุเมืองไทยไม่รุ่งถูกคนโกง - เปนหมอศัลย์เกี่ยวกะท้อง ไม่ก้อหัวใจ (เราเคยแอบคิดว่าจะเปนหมอศัลย์เหมือนกัน) - ปวดเอว อันนี้เราตกใจสุดๆ เพราะก่อนมาเรามีปันหานี้ประจำ เวลาอ่านหนังสือนานๆ หรือนอนที่นอนนุ่มๆ - อาจเปนโรคไต หรือโรคตับ แต่เน้นไต เหอๆ อันนี้น่ากลัวฝะ เราแอบถามเรื่องเนื้อคู่แต่ท่านบอกยังไม่ต้องคิด ตรงนี้แบบอายสุดๆเลยอะ มีอีกๆ แต่บางอย่างเปิดเผยมะได้ เหอๆ มันส่วนตั๊วส่วนตัว อยากรุมาถามเราเอง 555 ใครอยากไปดู มาถามเราได้นะ แต่มะอยากโฆษณา ส่วนเรื่องค่าดูนั้น ให้ใส่ซองหย่อนตู้ แล้วแต่ศรัทธาอะ
May 16

ประสบการณ์ค่ายแม่สิริ ภาค 1

เนื่องจากตอนนี้เราไม่สามารถนอนได้เนื่องจากหอที่ศิริราช ร้อนมั่กๆ เปิดพัดลม 4 ตัวยังไม่หายร้อนเลย

เราก้อเลยมาตากแอร์เล่นเน็ตดีก่า ถึงแม้พรุ่งนี้จะเปิดเทอมแล้วนะเนี่ย

เริ่มเลยละกันเช้าวันอาทิตที่แล้ววันที่ 8 พค.เราตื่นแต่เช้ากินข้าวเสร็จสรรพลงจากหอมา 7 โมงเพื่อขึ้นรถไปค่าย

แต่รถมาช่ากว่าจะมาก้อปรามานเกือบ 8 โมง ปรากฏว่าได้รับแจกป้ายชื่อติดแล้วก้อขึ้นรถคันที่ 3 ขณะเดินทาง

เราด้วยความไม่รุอะไรมากเกี่ยวกับค่ายก้อถามลูกหมูบ้าง แต่ก้อไม่ทราบรายละเอียดมาก คือไม่ได้เจอกันนาน

เลยมีแต่เรื่องมาเล่าหรือเม้ากัน พอถึงค่าย(ที่อำเภอบางปะหัน อยุธยา)เราก้อรีบลงมาเปนคนแรกจัดการเอา

กระเป๋าเป้เดินเข้าวัดจนถึงที่ตั้งค่ายซึ่งอยู่ท้ายวัด พอไปถึงเค้าก้อแยกชายหญิงไปที่พักซึ่งชายเอาของมาวางที่

ชั้น 1 ส่วนผู้หญิงก้อเอาของและนอนที่ชั้น 2 เราได้ที่เสร็จสรรพก้อนอน สักพักก้อมีเสียงกระดิ่งเรียกทุกคนมา

รวมกันที่ชั้น 3 ท่านอาจานปรีชาก้อเริ่มพูดเปิดค่าย แล้วก้อมีคุณอมรา สาขากร เจ้าของสถานที่มาแนะนำ

สถานที่ซึ่งเรียกได้ว่าสวยงามมั่กๆ เนื่องจากติดแม่นำลพบุรี ข้างๆมีศาลาแต่เค้าห้ามไป คุณอมราแบบเสียง

นิ่มมากแสดงให้เห็นถึงความสงบ แต่บางครั้งก้อทำให้เรารู้สึกอัดอัดอยุเหมือนกันเพราะท่านพูดช้ามาก

หลังจากนั้นก้อมีท่านวิทยากรมาสอนการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ การพูดกำหนดที่มีลากเสียงยาวว่า หนอออ

ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกตลกและขำ ซึ่งรวมถึงเราด้วย เราไม่นึกว่าเดินจงกรมมันจาต้องทำอย่างนี้

จังหวะการไหว้พระนั่งท่าเทพบุตรพูด "ยกหนอ มาหนอ พนมหนอ ยกหนอ ถึงหนอ ลงหนอ ถึงหนอ

ก้มหนอ กราบ" ประมานเนี่ย ซึ่งวิทยากรท่านแรกเราจำชื่อไม่ได้แต่ว่าเสียงเค้าแบบเพราะมาก จำได้แค่ว่า

เป็นพยาบาลอยู่อเมกามา 20 ปีที่แอลเอ พอลงมากินข้าวท่านอาจานก้อให้เริ่มสวดมนต์รวมถึงงดพูด

ซึ่งเราด้วยความเห่อ จึงแบบควบคุมไม่พูดเลย อยากบอกว่าอาหารที่นี่อร่อยมั่กๆ อร่อยทุกมื้อเลยโดยเฉพาะ

ไข่เจียวถึงแม้จะมันไปหน่อย เสร็จแล้วก้อมาทำวิปัสสนากรรมฐานต่ออีกซักหนึ่งหรือสองบัลลังก์มั้ง

เราสารภาพเลยว่าตอนนี้ ตอนพูดอยากกลับหนอ แบบบว่าคิด อยากกลับบ้านมากๆ อ้อลืมบอกเค้า

จะเรียกคนมาฝึกว่า ลูกโยคี ส่วนตอนบ่ายพักประมานบ่าย 3 จะมีการดื่มนำปานะหรือนำหวานนั่นเอง

กินข้าวเย็นตอนประมาน 4.30 แล้วก้อไปอาบนำบวกแอบงีบถึง 6 โมงเค้าก้อให้ไปปฏิบัติธรรมต่อโดย

ในแต่ละวันก้อจะมีการเชิญวิทยากรมาพูดด้วย รวมถึงการฉายวีดีโอบรรยายธรรมะของคุณแม่สิริ กรินชัยด้วย

เดี๋ยวมาเล่าต่อ เพราะเขาจะปิดห้องคอมแล้ว 

May 07

ต่อๆ จากเมื่อวาน

ปรากฎว่าช่วงสองสามวันมานี้ ด้วยความที่เป็นนักสืบบวกกับความกลัวผีทำให้ เราต้องพยายามสืบค้นหาที่

มาของเหตุการณืประหลาดนี้ ซึ่งเหมือนเป็นดวงนับวันเราจะได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับห้องนี้มากขึ้นโดยบังเอิญ

วันแรกที่เข้าไปเราก้อแอบถามแม่บ้านที่ทำความสะอาดชั้นนี้ซึ่งอยู่มาหลายปี แม่บ้านบอกว่าห้องนี้อะ ปีที่

แล้วมีพี่อยู่คนเดียวแล้วเค้าก้ออยุสองปี ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกเนื่องจากปกติชั้นนี้มีแต่เฉพาะปี 2 กะ 3

วันที่สองเราไปถามพี่ที่ตีแบด เค้าเปน mate ของพี่คนนี้แต่เค้ากลับบ้านทุกวัน ทำให้ไม่มีคนอยู่ด้วย

 พี่เค้าบอกว่าไม่มีอะไร พี่เค้าแค่ชอบทำห้องรก สรุปก้อคือเราคิดไปเอง

ซะงั้นอะ

May 05

เข้าหอวันแรกก้อเจอดีเรยยยย!

เช้าวันที่ 4 พ.ค.ประมาณเราต้องตื่นแต่เช้าอีกครั้ง 6 โมงแหนะแต่แอบนอนต่อจนถึงแปดโมงแล้วก้อนั่งแท็กซี่

มาศิริราชย้ายของมาวาง เมื่อขึ้นไปบนห้องของเรา ห้องเบอร์ 1111 ทันที่ที่เข้าไปในห้องก้อตกใจถึงสภาพ

อันแสนสกปรกฝุ่นมากมาย แล้วเราก้อหนีไปตต่อายุพาสปอร์ตที่เซ็นปิ่น ใช้เวลา 2 ชั่วโมงทำให้ frustrated

 มากๆ พอกลับมาที่ศิริราช ก้อประมาณบ่าย 3 ไอแพนก้อมาเลยถือโอกาสทำความสะอาดห้องกันยกใหญ่

ประมาณ 3 ชั่วโมง เรื่องมันมีอยุว่า มันมีเรื่องแปลกที่ตรงระเบียงห้องนี้มีขวดนำพลาสติกใบใหญ่อยู่ 100 กว่า

ใบ เราก้อเริ่มสังสัยละ นอกจากนี้ยังมีคล้ายๆยัน เขียนภาษาจีนแปะไว้ที่ประตูและกระจก เราก้อไม่ได้สนใจอะไร

แค่เอะใจเฉยๆ แต่ทันใดนั้นขณะที่เราปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นสอง เราก็เห็นมาเห็น บนหลังตู้ มีพวงมาลัยเก่าสี

แบบเป็นดอกไม้แห้งแล้วประมาณ 30-40 พวง เราก้อแบบร้องตะโกนเนื่องจาก reflex หงายหลังเกือบตกเตียง

ทันใดนั้นไฟห้องฝั่งนั้นก้อดับ ส่วนอีกหลอดไม่ดับ ประมาณสองสามนาทีก้อติดทำให้ตกใจมากๆ เรื่องราวจะเป็น

ยังไงต่อติดตามชมวันพรุ่งนี้

 

 
Photo 1 of 7